วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ควาย 9 ตัว
ฝูงควายทั้งเก้า เจ้ากินฟางหญ้า ไถไร่ไถนา จนมีข้าวมา หุงหาให้กิน — at บ้านวัดจันทร์ อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่.
วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
นักวิชาการห่วงใยปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว

เมื่อวันที่ 21 มกราคมนี้ นายนิพนธ์ พงศ์สุวรรณ นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษและหัวหน้ากลุ่มชีววิทยาและนิเวศวิทยาทางทะเลและชายฝั่งสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลนกล่าวถึงปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในแนวปะการัง ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันเสียหายว่าในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตนั้นมีแนวปะการังกระจายตัวอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติสิรินารถ หาดในยาง ใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง และในบริเวณนี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชไม่ได้สั่งปิดแต่อย่างใด แต่ได้รับความเสียหายจากปัญหาปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวเหมือนกับแหล่งปะการังในพื้นที่อื่นๆ เพียงแต่ว่าจุดที่ดำน้ำดูปะการังอยู่ลึกลงไปและเข้าใจว่า การดำน้ำตื้นไม่มีผลกระทบ เพราะส่วนพื้นที่ปะการังในน้ำตื้นของอุทยานแห่งนี้แนวปะการังดังกล่าว ได้รับความเสียหายหรือกลายเป็นผงไปแล้ว ก่อนหน้าที่จะมีการฟอกขาวมานานหลายปีแล้ว
สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุหลายๆเรื่องคือ กรณีน้ำตื้นโดยเฉพาะในโซนที่เป็นพื้นราบเมื่อน้ำแห้งเต็มที่แล้ว แนวปะการังจะโผล่พ้นน้ำ ส่วนสภาพแวดล้อมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นมีฝนตกและน้ำจืดจากตัวเกาไหลลงไปสมทบน้ำทะเล และเมื่อแดดออก แดดเผาช่วงน้ำลง ซึ่ง เป็นลักษณะของธรรมชาติที่เกิดขึ้น แต่ในระยะหลังมาเมื่อไม่กี่ปี เคยคุยกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติสิรินารถ ทราบว่า มีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางไหลของน้ำจืดจากคลองบนฝั่ง โดยน้ำจืดไหลลงทะเลใกล้เขตแนวปะการังเมื่อมีการถมพื้นที่ป่าพรุ ทำให้เส้นทางของคลองเปลี่ยนไปซึ่งอาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่สร้างความเสื่อมโทรมต่อแนวปะการังนี้ได้
นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษและหัวหน้ากลุ่มชีววิทยาและนิเวศวิทยาทางทะเลและชายฝั่งสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลนกล่าวว่าพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงจากปัญหาปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในแนวปะการัง ในปัจจุบันในจังหวัดภูเก็ต ได้แก่เกาะราชาใหญ่ ในพื้นที่ของตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ตบางส่วนเช่นที่บริเวณอ่าวสยาม เสียหายมาก เพราะเป็นแนวปะการังเขากวางผืนใหญ่ นอกจากนี้บริเวณเกาะแอว ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต ใกล้กับสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน แหลมพันวา ทางด้านตอนใต้ ที่นี่ ปะการังได้รับความเสียหายเป็นพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง ในขณะที่แนวปะการังของเกาะเฮ ตำบลราไวย์ ด้านตอนเหนือที่มีความเสียหายมากกว่าครึ่งหนึ่งด้วยเหมือนกัน
นอกจากนี้นายนิพนธ์ พงศ์สุวรรณ นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษและหัวหน้ากลุ่มชีววิทยาและนิเวศวิทยาทางทะเลและชายฝั่งสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลนระบุด้วยว่า ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่มีข้อมูลปะการังฟอกขาว ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและด้านตอนใต้หรือในหมู่เกาะบริวารของเกาะภูเก็ต ส่วนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันตกของเกาะภูเก็ตนั้น ยังไม่ได้ไปตรวจสอบ คิดว่าประมาณสัปดาห์หน้าจะลงไปตรวจสอบในบางพื้นที่ได้ เช่นอุทยานแห่งชาติสิรินารถ หาดในยาง ,หาดบางเทาอำเภอถลาง, หาดกมลาและหาดป่าตอง อำเภอกะทู้ ซึ่งจะต้องทยอยสำรวจไล่ลงมา ในเบื้องต้นคาดว่า มีความเสียหายจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวเช่นเดียวกัน ส่วนจะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด จะรายงานให้ทราบต่อไป
พร้อมกันนี้นายนิพนธ์ยังกล่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายในแนวปะการังที่ฟอกขาวไปแล้วด้วยว่า การปิดพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติทางทะเลต่างๆในหลายจังหวัด ถือว่าเป็นแนวทางหนึ่ง เพราะควรจะปิดพื้นที่ในแหล่งที่ มีการท่องเที่ยวที่หนาแน่น และพื้นที่ท่องเที่ยวเหล่านั้น มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จากการยืนเหยียบของนักท่องเที่ยวรวมทั้งการทิ้งสมอเรือ ตลอดจนการดำน้ำและไปกระแทกปะการังและทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้จำแนกพื้นที่ออกมาแล้วว่าตรงบริเวณไหนบ้างที่จะปิด ส่วนมาตรการอื่นๆนั้น คือการขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว ให้อธิบายแก่นักท่องเที่ยว เพื่อเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้และหลีกเลี่ยงการกระทำการใดๆที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อแนวปะการังเพิ่มขึ้นอีก เช่นการไปยืนเหยียบปะการังไม่ได้ แม้แต่การดำน้ำโดยใช้สน็อคเคิล ก็ควรละเว้นในแหล่งปะการังน้ำตื้นมากมาก หรือสามารถยืนถึงตัวแนวปะการัง หรือ ให้ลงไปดูได้ ในช่วงที่น้ำขึ้นหรือมีน้ำท่วมสูง ที่ให้ลงดำน้ำดูได้
“สำหรับการหยิบ การเก็บปะการัง เป็นข้อห้ามสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่ได้เด็ดขาด เพราะมีกฎหมายหรือพระราชบัญญัติประมงห้ามอยู่แล้ว แต่ ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีความตระหนักกันในเรื่องนี้ จึงต้องเน้นให้นักท่องเที่ยวและผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดมากขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ส่วนแนวทางที่สามารถกระทำได้คือการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และการฝึกอบรมไกด์ทัวร์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการฝึกอบรมปีละกี่ครั้ง และผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตรหรือผ่านการอบรม เขาต้องกลับมาฝึกอบรมซ้ำหรือทบทวนมากน้อยแค่ไหน และทาง ททท. หรือสำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมทั้งสถาบันการศึกษาในพื้นที่ชายฝั่งทะเลทั่วประเทศ จะต้องเพิ่มความเข้มงวดกวดขันมากขึ้นไปด้วย” นายนิพนธ์กล่าวและว่า ทางกรมทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน มีโครงการจัดฝึกอบรม ในลักษณะเช่นนี้เช่นเดียวกันในแต่ละปี และเรื่องนี้เห็นว่า มีความสำคัญ เพราะผู้ที่เป็นไกด์ทัวร์หรือมัคคุเทศก์ทางทะเลและชายฝั่ง ทำงานใกล้ชิดกับพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ในทะเล ควรได้รับการอบรมซ้ำหรือทบทวนสม่ำเสมอ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ควรพิจารณาด้วยเหมือนกัน เพราะบางที ตนเองเห็นผู้ขับขี่เรือสปีดโบท พานักท่องเที่ยวไปดำน้ำ บางลำยังทิ้งสมอเรือลงไปบนแนวปะการัง และไม่อธิบายนักท่องเที่ยวว่า สิ่งที่ควรกระทำคืออะไร
นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา นักศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง ผลกะทบจากการดำน้ำตื้นที่เกาะไข่ โดยออกแบบมาตรการ การจัดการรองรับ เพื่อพิจารณาดูว่าจะสามารถใช้ได้จริงหรือไม่ เพราะการศึกษาพื้นที่เกาะไข่โดยสรุปคือ พบว่ามีผลกระทบจากการท่องเที่ยวและจำนวนนักท่องเที่ยวเกินความสามารถของพื้นที่ท่องเที่ยวในการรองรับหรือ Carrying Capacity อยู่ เนื่องจากพื้นที่เกาะไข่มีขนาดเล็ก สิ่งอำนวยความสะดวกไม่เพียงพอ สำหรับ นักท่องเที่ยวจำนวนมากในขณะท่องเที่ยวในแต่ละวัน
อย่างไรก็ดีนายนิพนธ์กล่าวว่า ถ้ามองในภาพรวมของจังหวัดภูเก็ต การปิดพื้นที่แนวปะการังที่เสียหายจากปรากฏการณ์ฟอกขาว จะมีความยุ่งยากมากกว่าในเขตอุทยาน เพราะว่าผู้ประกอบการภาคเอกชนที่มาทำธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล ดำน้ำ ค่อนข้างที่จะมีความหลากหลายมากและหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการจัดการพื้นที่ มีความหลากหลายเช่นเดียวกัน คือมีทั้งจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กรมประมงเกี่ยวข้องในเขตรักษาพืชพันธุ์ ส่วนกรมทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลนเกี่ยวข้องในทุกกรณี

ทั้งนี้ในเบื้องต้น คิดว่าสิ่งที่ทำได้ ในพื้นที่แนวปะการังฟอกขาว นอกเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล ในจังหวัดภูเก็ต หรือที่อื่นๆ แม้ว่าจะไม่ปิดพื้นที่ แต่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก็ต้องเข้าไปจัดการ เช่น ยกตัวอย่างกรณีของเกาะเฮ ตำบลราไวย์ เป็นแนวปะการังเขตน้ำตื้น ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบว่า มีคนเข้าไปเหยียบปะการังจำนวนมาก หน่วยงานราชการกรมประมงและป่าชายเลน ต้องเข้าไปดูแล เทศบาลตำบลราไวย์ เจ้าของพื้นที่ ต้องออกมาตรการที่ชัดเจนมา ในกรณีที่มีคนขึ้นไปเหยียบแนวปะการัง อาจจะมีการพิจารณาลงโทษ ปรับ ตามข้อบัญญัติท้องถิ่นรวมทั้งการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือน ไกด์ทัวร์ เพื่อให้แจ้งต่อลูกทัวร์อีกต่อเนื่องเกี่ยวกับข้อห้ามในการดำน้ำดูปะการัง
#
ป้ายกำกับ:
Coral Bleaching In Andaman Sea And Thai Gulf
วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สายการบินกาตาร์เปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์จากกรุงโดฮาผ่านกรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซียสู่ภูเก็ต
เมื่อคืนวันที่ 12 ตุลาคมนี้เวลา21.15 น.ที่ห้องรับรองวีไอพี ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตนายมาร์วาน โคไลลัท รองประธานอาวุโสฝ่ายการพาณิชย์ บริษัทอีสต์ เอเซีย เซาธ์เวสต์ แปซิฟิค พร้อมด้วยคณะร่วมเป็นเจ้าภาพการจัดงานเลี้ยงเปิดตัวเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของสายการบินกาตาร์หรือQATAR AIRWAYS สายการบินแห่งชาติของกาตาร์ที่เริ่มเปิดเส้นทางบินระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติโดฮาแห่งใหม่ กรุงโดฮา ประเทศการ์ต้า กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียมาสู่จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทยและมีกำหนดการมาถึงจังหวัดภูเก็ต เมื่อเวลา 22.25 น.โดยมีนายนฤนาท สุภัทรประทีป นายอำเภอถลางพร้อมด้วยนายสุทีฟ แสนสิริพันธุ์ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต ร่วมกล่าวสุนทรพจน์แสดงความยินดี
ในโอกาสเดียวกันนี้นางบังอรรัตน์ ชินะประยูร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต,พลตำรวจตรีพิกัด ตันติพงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต, นายสมบูรณ์ จิรายุส นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต,นายสุชาติ หิรัณย์กนกกุล ,นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ สมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ ผู้ประกอบการโรงแรมและการท่องเที่ยวมาร่วมด้วย พร้อมกันนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ตมอบช่อดอกไม้สดเพื่อเป็นเกียรติ สำหรับลูกเรือและผู้โดยสารและมีตัวแทนพนักงานท่าอากาศยานภูเก็ตและคณะนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตแต่งกายไทยสี่ภาคถือป้ายผ้ารวมทั้งบรรเลงดนตรีไทยและระบำอวยพรต้อนรับด้วย
สำหรับการเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของสายการบินกาตาร์ สายการบินระดับ 5 ดาวในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกของท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต หรือเป็นเส้นทางบินที่ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ยังเป็นสายการบินประจำลำดับที่ 31 ที่ให้บริการที่จังหวัดภูเก็ต โดยใช้เครื่องบิน แบบแอร์บัส A330-300s มีผู้โดยสารชายหญิงรวม45คนและกัปตัน2คนและลูกเรืออีก13คนใช้เวลาบินจากกรุงโดฮาผ่านกรุงกัวลาลัม เปอร์ประเทศมาเลเซียและเข้าสู่จังหวัดภูเก็ตประมาณ 8 ชั่วโมง จากความสามารถสูงสุด ในการรองรับผู้โดยสารชั้น Businessหรือชั้นธุรกิจจำนวน 30 ที่นั่ง และ ชั้น Economyหรือชั้นประหยัด จำนวน 275 ที่นั่ง
ทั้งนี้ในเดือนตุลาคมนี้ให้บริการ 6 วัน ต่อสัปดาห์ หรือเว้นเฉพาะวันจันทร์ และในวันที่ 1 เดือนพฤศจิกายนจะเพิ่มเป็น7เที่ยวบินต่อสัปดาห์ต่อเนื่องถึงเดือนมกราคม2554และเส้นทางบินกรุงเทพมหา นคร สู่กรุงโดฮา จะเพิ่มจาก 2 เที่ยวบินต่อวัน เป็น 3 เที่ยวบินต่อวัน และจะส่งผลทำให้ มีเที่ยวบินจากประเทศไทยไปสู่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เป็น 28 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และในช่วงเดียวกันที่เปิดเส้นทางบินสู่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียและภูเก็ต สายการบินกาตาร์ยังเปิดเส้นทางบินไปสู่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม , เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส,กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย ,กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการีและกรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม
นายมาร์วาน โคไลลัท รองประธานอาวุโสฝ่ายการพาณิชย์ บริษัทอีสต์ เอเซีย เซาธ์เวสต์ แปซิฟิคกล่าวว่าตนเองโชคดี ที่เป็นผู้โดยสารเที่ยวบินปฐมฤกษ์คนหนึ่งและจังหวัดภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางแห่งที่สองหรือรองจากกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าผู้โดยสารตอบรับเป็นอย่างดีและสนใจใช้บริการสายการบินกาตาร์ และเห็นว่าจังหวัดภูเก็ตมีศักยภาพและมีความเติบโตและ สามารถยืนยันได้ว่า จังหวัดภูเก็ต เป็นสถานที่สวยงามที่ทุกคนต้องมาเยี่ยมชม ดังนั้นผู้โดยสารจากทวีปยุโรป อเมริกา อเมริกา แอฟริกาใต้หรือจากตะวันออกกลาง เดินทางมาเยือนภูเก็ต โดยสายการบินกาตาร์ และเชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาสู่จังหวัดภูเก็ตและมีส่วนสนับสนุนและส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้กับชาวภูเก็ต ในขณะเดียวกันประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียงสามารถใช้บริการไปสู่จุดหมายปลายทางทั่วโลกได้เช่นเดียวกัน เพราะมีเส้นทางเชื่อมโยงอยู่ 90 แห่ง และสายการบินกาตาร์ หวังที่จะสร้างมิตรภาพที่ดีกับประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ มีทางเลือกในการเดินทางเพิ่มขึ้น
#
ตำรวจภูธรเมืองภูเก็ตโชว์ผลงานปราบปรามอาชญากรรม ต้อนรับวันตำรวจ 2553
ตำรวจภูธรเมืองภูเก็ตสามารถขยายผลจับกุมผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์,พ.ร.บ.ยาเสพติดและ พ.ร.บ.อาวุธปืนและคดีที่สำคัญและน่าสนใจคือคดีผู้ต้องหาชาวพม่าโจรกรรมรถจักรยานยนต์และชำแหละส่งกลับประเทศ
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมนี้เวลาประมาณ 11.30น.นายตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยร่วมกับพลตำรวจตรีพิกัด ตันติพงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต,พันตำรวจเอกโกมล วัตรากรณ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตและพันตำรวจเอกวันไชย เอกพรพิชญ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ตและชุดจับกุมร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 3 ราย ประกอบด้วยคดีเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย และลักทรัพย์หรือรับของโจร และผู้ต้องหาปรกอบไปด้วยนายอดิศร หินแก้ว อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 108/86 ถนนเจ้าฟ้า ตะวันออก ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ,นายสันติ สุขจำลอง อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่7 ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ตและนายสุรพงษ์ โพธิจันทร์ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่12 ตำบลวังใหม่ อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้วและยึดของกลางได้มากถึง49 รายการ ที่ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนตระเวนลักทรัพย์ตามหมู่บ้านต่าง ๆมาแล้วหลายครั้ง โดยนำไปจำนำหรือจำหน่ายและของกลางบางส่วนเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 128/86 ซอยไพศาล ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ตและบ้านเลขที่108/86 ถนนเจ้าฟ้า ตะวันออก ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สามารถขยายผลจับกุมผู้ต้องหารายนายเศวตมน สุริตธุระการ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2 ม.1 ตำบลวัดสน อำเภอระโนด จังหวัดสงขลาพร้อมด้วยของกลางคือยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 186 เม็ด ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) จำนวน 1 ถุง ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) จำนวน 1 ถุง รวมทั้งอาวุธปืนพกสั้นกึ่งออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตรยี่ห้อ สมิธแอนด์เวสสัน หมายเลขทะเบียน กท-5324255 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน ขนาด 9 มิลลิเมตร จำนวน 7 นัด เจ้าหน้าที่กล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย,มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย, มียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายและ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
สำหรับการแถลงข่าวในวันนี้ พนักงานสอบสวน แจ้งว่า ผู้บังคับบัญชาให้ความสนใจในการจับกุมนายธอ อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาสัญชาติพม่าที่ชุดสืบสวนสอบสวนสามารถยึดของกลางได้เป็นจำนวนมากคือ โครงรถจักรยานยนต์ หมายเลข เอ็นเอฟ –110ที-0083639 จำนวน 1 โครง ตรวจสอบเป็นโครงรถจักรยายนต์หมายเลขทะเบียน กมย-288 ภูเก็ต,โครงรถจักรยานยนต์ หมายเลข ซี 100 เอ็มพีอี -0085231 จำนวน 1 โครง ตรวจสอบเป็นโครงรถจักรยายนต์หมายเลขทะเบียน ขกง-344 ลำปาง, โครงรถจักรยานยนต์ หมายเลข ซี 100 เอ็มพีอี-0085504 จำนวน 1 โครง ตรวจสอบเป็นโครงรถจักรยายนต์หมายเลขทะเบียน กมร-751 ภูเก็ต รวมทั้งโครงรถจักรยานยนต์ ไม่ปรากฏตัวเลข เพราะถูกขูดลบออกไปจำนวน 1 โครง ตรวจสอบเป็นโครงรถจักรยายนต์ ยี่ห้อ ซูซูกิ เสต็ป ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน นอกจากนี้ยังมีของกลางอุปกรณ์ส่วนควบของรถจักรยานยนต์ จำนวน 55ชิ้น,พลาสติก สีน้ำเงิน จำนวน 4 ใบ,กระสอบพลาสติก จำนวน 3 ใบ,ลังไม้ขนาดใหญ่ จำนวน 2 ใบ
พนักงานสอบสวนกล่าวหาว่านายธอร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักคนงานพม่า หมู่ที่4 ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมนี้เวลาประมาณ 02.00 น.หลังจากที่เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ทำการสืบสวนหาข่าวทราบว่าว่ามีชาวพม่าพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักนี้ มีพฤติกรรมตระเวนลักรถจักรยานยนต์ตามสถานที่ต่างๆ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุพบผู้ต้องหากำลังนั่งแยกชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์อยู่ภายในบ้าน
สอบถามนายธอ ผู้ต้องหาผ่านล่าม ให้การยอมรับว่ากำลังแยกชิ้นส่วนรถเพื่อบรรจุใส่ถังพลาสติก และจะบรรจุลังไม่อีกครั้งหนึ่ง โดยมีนายต๋อง คนไทยไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ใช้รถยนต์บรรทุกรถจักรยานยนต์มาให้ผู้ต้องหาแยกชิ้นส่วน หลังจากบรรจุในภาชนะเรียบร้อยแล้ว นายต๋องจะมารับ เพื่อจัดส่งไปยังเมืองเมียวดี ประเทศพม่า จากการตรวจสอบของกลางโครงรถจักรยาน ยนต์ลำดับที่ 1 มี นางสาวจรินทร มูลเพ็ชร อยู่บ้านเลขที่ 59/159 หมู่ที่7 ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต แจ้งหายไว้เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ส่วนของกลางรายการอื่นๆ กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อมูล เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดของกลางดังกล่าวข้างต้นนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
#
เพลิงไหม้เรือท่องเที่ยวดำน้ำชื่อ" ลดาวัลย์ 2"ที่คลองท่าจีน จังหวัดภูเก็ต

เกิดเหตุเพลิงไหม้เรือท่องเที่ยวดำน้ำชื่อ ลดาวัลย์ 2 ที่บริเวณคลองท่าจีนจังหวัดภูเก็ตทำให้เสียหายทั้งลำและจมลงแล้วมีผู้ได้รับบาดเจ็บ3คนและมี1คนที่ไฟไหม้ร่างกายต้องพักรักษาที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เมื่อเวลาประมาณ 10.50 น. วันที่ 13 ตุลาคมนี้พ.ต.ท.เศียร แก้วทอง สารวัตรเวรสถานีตำรวจ ภูธรเมืองภูเก็ตรับแจ้งจากชาวบ้านว่าได้ยินเสียงระเบิดและมีเพลิงลุกไหม้เรือ ไดวิ่ง ที่จอดซ่อมบำรุงอยู่บริเวณท่าเรือติลก ถนนศรีสุทัศน์ ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองจังหวัดภูเก็ตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวนหนึ่ง จากนั้นได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับ และพร้อมด้วย พลตำรวจตรีพิกัด ตันติพงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต พันตำรวจเอกวันไชย เอกพรพิชญ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ตนำกำลังสายตรวจรัษฎา รถน้ำและรถดับเพลิงเทศบาลตำบลรัษฎา เทศบาลนครภูเก็ตและหน่วยกู้ชีพมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ

สำหรับเรือลำที่เกิดเหตุ เป็นเรือไดวิ่งที่ให้บริการนำนักท่องเที่ยวไปดำน้ำ ชื่อลดาวัลย์ 2 เป็นของบริษัทเวสต์โคสต์ ไดเวอร์ส จำกัด ( WEST COAST DIVERS LTD.) จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าจุดที่เกิดระเบิดขึ้นนั้น อยู่ที่บริเวณห้องเครื่องยนต์ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ลุกลามจนเรือเสียหายทั้งลำในขณะที่เจ้าหน้าที่ประจำรถน้ำและรถดับ เพลิงของเทศบาลตำบลรัษฎา และเทศบาลนครภูเก็ตต้องช่วยกันระดมรถฉีดน้ำดับเพลิงที่กำลังลุกไหม้ โดยใช้เวลานานประมาณ 1 ชั่วโมงเพลิงจึงสงบลง
อย่างไรก็ดีเนื่องจากเรือจอดอยู่ในคลองท่าจีนที่เชื่อมกับทะเลอ่าวสิเหร่ทำให้ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ จนเพลิงไหม้เรือเสียหายทั้งลำและเรือได้จมลงในเวลาต่อมา และในระหว่างที่เกิดเหตุนั้นมีคนงานซ่อมแซมอยู่ในเรือจำนวน 7 คน ปรากฏว่าได้รับบาดเจ็บทั้งหมดและในจำนวนนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 คนจากไฟลวกตามร่างกายและผู้ประสบเหตุและมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตนำตัวส่งโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เบื้องต้นพนักงานสอบสวนสันนิษฐานว่าปัญหาเกิดระเบิดและเพลิงไหม้เรือในครั้งนี้น่าจะเกิดจากการใช้เครื่องมือเชื่อมอุปกรณ์เครื่องยนต์ต่างๆภายในเรือและเกิดประกายไฟขึ้นมา และมีส่วนทำให้เพลิงไหม้ลุกลามได้ ส่วนสาเหตุที่ชัดเจนทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนและจะต้องให้เจ้าหน้าที่วิทยาการตำรวจภูธรเขต 44 ภูเก็ต ตรวจสอบในเชิงวิชาการอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
นายประเทือง บุญรอด กับตันเรือสายไหม 2 ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า ก่อนเกิดเกิดเหตุไฟไหม้เรือไดวิง ลดาวัลย์ 2 ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นมาจากเรือลำนี้1 ครั้งและในเวลาต่อมาไฟเริ่มลุกไหม้เรือลำเกิดเหตุอย่างรุนแรง หลังจากนั้นเห็นคนงานที่ได้รับบาดเจ็บวิ่งออกมาจากตัวเรือจึงได้ช่วยเหลือนำขึ้นบนเรือลำสายไหม 2 ที่รับผิดชอบอยู่ ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากการซ่อมแซมเรือและความเสียหายในเบื้องต้นประเมินว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 10 ล้านบาท
ทางด้านนางสาวสมใจ กานดี พนักงานบริษัทเวสต์โคสต์ ไดเวอร์สจำกัดกล่าวว่าเรือลดาวัลย์ 2 มีอายุประมาณ 8-9 ปี สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ประมาณ 30 คน โดยปกติเรือลำนี้จะให้บริการนำนักท่องเที่ยวจากท่าเทียบเรือบ้านทับละมุ อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ไปยังอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวเป็นเวลานานประมาณ 6 เดือน และจะนำกลับมาซ่อมบำรุงที่จังหวัดภูเก็ต ก่อนเกิดเหตุการณ์ระเบิดและเพลิงไหม้เรือ ผู้เกี่ยวข้องได้นำเรือลงจากคานเรือเพื่อตรวจสอบความพร้อมก่อนที่จะนำไปให้บริการนักท่องเที่ยวในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น คงไม่สามารถที่จะซ่อมแซมเรือได้ทัน ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จองโปรแกรมดำน้ำเอาไว้แล้ว คงต้องกระจายให้กับเรือบริการดำน้ำลำอื่นที่มีเส้นทางท่องเที่ยวเดียวกันแทน
สำหรับสาเหตุไฟไหม้เรือในครั้งนี้พนักงานบริษัทเวสต์โคสต์ ไดเวอร์ส จำกัด รายเดิมกล่าวว่า เมื่อสอบถามพนักงาน ที่อยู่ในที่เกิดเหตุทราบว่าก่อนที่จะเกิดเหตุนั้น พนักงานกำลังใช้อุปกรณ์เครื่องเชื่อม บริเวณท่อไอเสียเครื่องเรือ และในช่วงเดียวกันพนักงานอีกคนนำน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อไปล้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเครื่องไดนาโม ทำให้เกิดประกายไฟจากการเชื่อมท่อไอเสียมาโดนน้ำมัน จึงเกิดเกิดลุกไหม้ขึ้นในทันที เบื้องต้นค่าเสียหาย ประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท

ล่าสุด พันตำรวจเอกวันไชย เอกพรพิชญ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สามารถสอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ไฟไหม้เรือไดวิง ลดาวัลย์ 2ไปแล้ว 2 คน ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากความประมาทของช่างที่เข้าไปซ่อมท่อไอเสียและใช้น้ำมันล้างไดนาโมภายในห้องเครื่อง อย่างไรก็ตามจะต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการเข้าตรวจสอบเก็บหลักฐานเพื่อหาสาเหตุของการเกิดไฟไหม้เรือที่แท้จริงอีกครั้ง และในขณะนี้เรือลำเกิดเหตุจมลงในคลองท่าจีนแล้ว ส่วนนายแพทย์เจษฎา จงไพบูลย์พัฒนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุไฟไหม้เรือลดาวัลย์ 2 นั้นในเบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจำนวน 3 คน โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล1คนเพราะได้รับบาดเจ็บเนื่องจากถูกไฟไหม้ตามร่างกายประมาณ 4%
#
วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553
เทศบาลนครภูเก็ตร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดระเบียบสายไฟฟ้า-สายเคเบิ้ลสื่อสารนำร่องบริเวณถนนแม่หลวน
เมื่อเวลาประมาณ 09.00น.วันที่11 กันยายนนี้ที่บริเวณที่ว่าการอำเภอเมืองภูเก็ต นายนิวิทย์ อรุณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นประธานเปิดโครงการจัดระเบียบสายไฟฟ้า สายเคเบิ้ลสื่อสารที่ทางเทศบาลนครภูเก็ตร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค,บริษัททีโอทีจำกัด(มหาชน),บริษัท กสท.โทรคมนาคมจำกัด (มหาชน), บริษัททีทีแอนด์ทีจำกัด(มหาชน),บริษัทเคเบิ้ลทีวีในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและผู้ให้บริการระบบสื่อสารอื่นๆ ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อจัดระเบียบสายไฟฟ้า สายเคเบิ้ลบริเวณถนนแม่หลวน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นโครงการนำร่อง เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าในปัจจุบันมีสภาพไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามหรือรกรุงรัง ระเกะระกะประกอบกับถนนแม่หลวนเป็นถนนสายหลักที่ใช้สัญจรไปสู่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลหลายๆแห่งเช่นหาดป่าตอง หาดกะตะและหาดกะรน ในโอกาสเดียวกันนี้มีตัวแทนภาคเอกชน มอบโคมไฟถนนให้เทศบาลนครภูเก็ต จำนวน 10 ชุดด้วย
ทั้งนี้การดำเนินการในวันนี้เริ่มต้นโครงการจากบริเวณสี่แยกที่ว่าการอำเภอเมืองภูเก็ต ต่อเนื่องไปจนถึงสามแยกถนนแม่หลวนตัดกับถนนวิชิตสงคราม โดยพนักงานจัดเก็บรวบรวมสายไฟ และสายเคเบิ้ลต่างๆ ให้เป็นกลุ่มเดียวกัน รวมทั้งรื้อถอนเสาไฟฟ้าที่ยกเลิกการใช้ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนงานไฟฟ้าจัดระเบียบสายระบบจำหน่ายแรงต่ำตลอดแนวเป็นระยะประมาณ 1.4 กิโลเมตร ปรับปรุงแป้นมิเตอร์ไฟฟ้าและสายเข้า-ออกมิเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 67 เครื่อง รื้อถอนเสาไฟฟ้าที่ยกเลิกการใช้งานจำนวน 3 ต้น รวมทั้งปรับปรุงสายระบบจำหน่ายแรงต่ำแนวข้ามถนนจำนวน 3 จุด ในขณะที่ส่วนงานระบบสื่อสารอื่น ปรับปรุงรื้อถอนสายสัญญาณ สายเคเบิ้ลสื่อสารที่ไม่ใช้งานตลอดแนวระยะ1.4 กิโลเมตร ปรับปรุงจัดระเบียบสายสัญญาณ สายเคเบิ้ลตลอดแนวถนน และปรับปรุงไม้คอนรับสายเคเบิ้ลสื่อสารต่างๆจำนวน 20 จุดและเมื่อแล้วเสร็จ จะดำเนินการในถนนสายหลักอื่น ต่อไปคือ ถนนเทพกระษัตรี ,ภูเก็ต,เยาวราชและถนนวิชิตสงครามในอนาคต
นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีเทศบาลนครภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดแห่งการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเยือนในแต่ละปี เป็นจำนวนมากและสามารถสร้างรายได้ให้แก่จังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี หากมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและปรับปรุงภูมิทัศน์ของตัวเมืองภูเก็ตให้มีความสวยงาม จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภายในเขตเทศบาลนครภูเก็ตมีการกำหนดเขตพื้นที่อนุรักษ์ย่านการค้าเมืองเก่าภูเก็ตเอาไว้ที่ประกอบไปด้วย ถนนถลาง ,กระบี่,ดีบุก,พังงา,เยาวราชและถนนรัษฎา มีอาคารเก่าแก่รูปแบบสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส อายุประมาณ 80-100 ปี ที่สมควรจะอนุรักษ์ไว้และพัฒนาปรับปรุงพื้นที่โดยรอบและพื้นที่บริเวณใกล้เคียงให้มีทัศนียภาพที่สวยงามยิ่งขึ้น
นอกจากนี้นายกเทศมนตรีเทศบาลนครภูเก็ต กล่าวว่าในช่วงที่ผ่านมา ทางเทศบาลนครภูเก็ตร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและผู้ให้บริการระบบสื่อสาร นำสายไฟฟ้า โทรศัพท์และสายเคเบิ้ลลงดินในระยะที่ 1 ไปแล้ว ในบริเวณถนนถลาง และซอยรมณีย์ ส่วนในระยะที่ 2 กำลังจะดำเนินการ บริเวณถนนกระบี่,ดีบุก,ภูเก็ตและถนนเทพกระษัตรีบางส่วนประมาณเดือนธันวาคมนี้และมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือไปแล้วคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณกรกฎาคม 2554 ส่วนระยะที่ 3 นั้นจะดำเนินการเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่เขตอนุรักษ์ย่านการค้าเมืองเก่าภูเก็ตและพื้นที่โดยรอบ ส่วนพื้นที่รอบเขตเทศบาลนครภูเก็ต หากจะดำเนินการระบบเคเบิ้ลใต้ดิน จำเป็นจะต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ซึ่งเกินศักยภาพที่จะดำเนินการได้ในขณะนี้ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนาน และทุกหน่วยงานเห็นร่วมกันว่าควรที่จะมีการจัดระเบียบสายไฟฟ้าสายเคเบิ้ลให้เป็นระเบียบ สวยงามก่อน หากมีความพร้อมในด้านงบประมาณ จะดำเนินการตามโครงการนำสายไฟฟ้า โทรศัพท์และสายเคเบิ้ลลงดินต่อไป
#
วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553
Central Festival Phuket 6th Anniversary Celebrate
ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัลภูเก็ตครบรอบ 6 ปียังคงสานต่อโครงการ เซฟภูเก็ต เซฟอาว แพลนเน็ต ต่อเนื่องเป็นปี ที่ 4 ภายใต้แนวคิด ทรอปิคอล ฟอเรสต์ ร่วมรักษ์ป่าเมืองร้อน แห่งอันดามัน
เมื่อค่ำวันที่ 4 กันยายนนี้ที่บริเวณชั้น 1 แกรนด์ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัลภูเก็ต นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนายณรงค์ หงษ์หยก และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 6 ปี ที่มีการจัดแคมเปญใหญ่ คือ เซ็นทรัล เฟสติวัลภูเก็ต เดอะซิกส์ แอนนิเวอซารี่ เซเรเบรท พร้อมสานต่อโครงการ เซฟภูเก็ต เซฟอาว แพนเน็ต ต่อเนื่องเป็นปี ที่ 4 ภายใต้แนวคิด ทรอปิคอล ฟอเรสต์ เซฟเดอะฟอเรสต์ :ร่วมรักษ์ป่าเมืองร้อน แห่งอันดามัน นอกจากนี้ร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการเชิญชวนลูกค้าใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกและร่วมกันปลูกป่าโกงกาง สร้างพื้นที่สีเขียว คืนความร่มรื่นให้กับเกาะภูเก็ต
สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนี้ มีการแสดงแฟชั่นโชว์”ทรอปิคอล ฟอเรสต์ แฟชั่นโชว์” จากผลงานการออกแบบของ ทวิพันธ์ ขำพงษ์ ดีไซเนอร์มือหนึ่งของเมืองไทย ที่เคยร่วมงานออกแบบเสื้อผ้าให้กับห้องเสื้อชื่อดังในเมืองไทย และต่างประเทศ และการออกแบบชุดแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ เป็นการรังสรรค์แนวความคิดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ หรือเฉพาะงานเฉลิมฉลองครบรอบ 6 ปีของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัลภูเก็ต เท่านั้น เป็นการสะท้อนถ่ายทอดสีสัน ความสวยงามของธรรมชาติ ที่เข้ากับมนุษย์ได้อย่างลงตัว ด้วยใบไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นพันธุ์ไม้ดอก ไม้ประดับ ที่สื่อถึงความเป็นภูเก็ตได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้มีดารานางแบบและนายแบบชื่อดังคือเข็ม รุจิรา ช่วยเกื้อและอ้วน รังสิต ศิรนานนท์ ร่วมเดินแฟชั่นโชว์ ในชุดไฮไลท์ของงาน ในขณะที่เด็กนักเรียนทั้งชายและหญิงจาก เซ็นทรัล บัณฑิตน้อย ยังมาร่วมแต่งเติมความน่ารัก ด้วยชุดที่ประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุธรรมชาติต่างๆที่ต้องการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ รับรู้ถึงความสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการช่วยกันรักษาทรัพยากร ธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม
#
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)